6 ขั้นตอน-การบริหารเงินให้เหลือเก็บ


6 ขั้นตอน-การบริหารเงิน-ให้เหลือเก็บ

เมื่อเราเติบโตขึ้น สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้เอง ก็มีความอยากได้อยากมี เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะยุควัตถุนิยม ต้องมีรถหรู ๆ ราคาเรือนแสน โทรศัพท์มือถือแพง ๆ กระเป๋าแบรนด์เนม ยื่ห้อดัง ๆ ราคาเป็นหมื่น ถ้าเราตามกระแสนิยมอย่างนี้ เชื่อได้ว่าเราจะไม่มีเงินเก็บ และแถมยังเป็นหนี้อีกต่างหาก วันนี้มีแนวทางการใช้เงินให้เหลือเก็บด้วยวิธีง่าย ๆ ที่เราอาจละเลยไม่ได้สนใจ ลองมาดูกันใหม่ครับ แล้วค่อยลองนำไปปรับใช้กับตัวเรา มาดูกันครับว่าเป็นอย่างไร

1.ตรวจสอบว่าเรามีรายได้กี่ทาง รวมแล้วมีรายได้ต่อเดือนเท่าไร

ให้เรารวบรวมรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับ ทั้งรายได้ที่ได้จากการทำงานประจำ รายได้จากงานอดิเรก และรายได้จากงานเสริม เป็นต้น เนื่องจากรายได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน และให้แยกแยะด้วยว่ารายได้ประจำที่เราได้แน่นอนทุกเดือนเท่าไร รายได้อื่น ๆ ที่แต่ละเดือนได้ไม่เท่ากัน ได้เท่าไร เป็นรายได้ผันแปร ให้เฉลี่ยประมาณว่าแต่ละเดือนมีรายได้ผันแปรประมาณเท่าไร เพื่อไว้วางแผนการใช้จ่ายของเราต่อไป

  1. ตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในรอบเดือน

ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบเดือน เราสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 3 ประเภท คือ

  • ค่าใช้จ่ายคงที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน ได้แก่ ค่างวดรถ ค่าเช่าบ้าน

เป็นค่าใช้จ่ายที่เราไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ ต้องจ่ายเป็นประจำทุก ๆ เดือน

  • ค่าใช้จ่ายผันแปร เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ ค่าใช้จ่ายจะผันแปรไปตามการใช้จ่ายมากน้อย ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน และค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น แต่ทั้งนี้เราสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ เช่น ค่าโทรศัพท์มือถือ เราอาจซื้อแพ็กเกจแบบเหมาจ่าย เป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายวิธีหนึ่ง แต่ต้องคอยตรวจสอบอย่าใช้เกินจำนวนแพ็กเกจที่กำหนด จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการใช้เกินเพิ่มเติมได้
  • ค่าใช้จ่ายเฉพาะกาล มักเป็นค่าใช้จ่ายนาน ๆ จะมีสักครั้ง เช่น ในรอบหนึ่งปี ได้แก่ ค่ากินอาหารนอกบ้าน ค่าท่องเที่ยว ค่าของขวัญปีใหม่ เป็นต้น เราสามารถควบคุมหรือลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ หรือลดงบประมาณส่วนนี้ เช่น จากท่องเที่ยวทุกปี อาจเป็นเที่ยวปีเว้นปีก็ได้
  1. ตรวจสอบรายจ่ายประจำปี หรือรายจ่ายที่ต้องจ่ายระยะยาว

ตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในรอบ 1 ปี หรือมากกว่า เช่น ค่าป้ายทะเบียนรถยนต์ ค่าประกันภัยรถยนต์ ค่าประกันชีวิตที่มีสัญญาชำระค่างวดปีละครั้ง ค่างวดผ่อนรถ หรือค่าผ่อนชำระค่าที่อยู่อาศัย ค่าเทอมลูก เป็นต้น เราจะได้วางแผนการจัดสรรสำหรับการใช้เงินส่วนนี้ไว้ โดยอาจแบ่งเก็บเป็นรายเดือนไว้ จะได้ไม่เป็นภาระที่หนักเกินไปในระยะยาว

  1. จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

ควรจัดทำบัญชีรายรับ- รายจ่าย โดยจดทุกรายการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ทุกบาททุกสตางค์ จะทำให้เราเห็นการใช้จ่ายของเราว่า มีอะไรบ้างที่เราสามารถตัดทอน หรือลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง หรือถ้ารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย เราจะได้หารายได้พิเศษ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของเรา นอกจากนี้อาจทำบัญชีงบดุลเพิ่มเติม เพื่อดูสถานะการเงินของเราเป็นอย่างไร ทำให้เห็นภาพใหญ่และสามารถวางแผนการเงินในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

  1. ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

จากการดำเนินการในข้อ 1-4 ทำให้เราเห็นภาพว่า รายได้ของเรามีเท่าไร และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อนาคตมีการวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างไร ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์จากบัญชีที่จัดทำขึ้น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคุมการใช้จ่ายเงิน และหาวิธีเพิ่มรายได้ โดยการหารายได้เพิ่มเติม เช่น วาดภาพขาย หรือขายอาหาร เป็นต้น

  1. วางแผนการออม

เมื่อเราดำเนินการการถึงตรงนี้ เชื่อได้ว่าเราจะมีเก็บเหลือเก็บ แต่มีเงินเหลือเก็บยังไม่พอ เราควรต้องตั้งเป้าหมายในการออมให้ชัดเจน จะเก็บเงินในแต่ละเดือนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด เบื้องต้นอาจเริ่มต้นที่การออม 5% ของรายได้ก่อนก็ได้ เมื่อทำได้แล้วค่อยเพิ่มการออมมากขึ้น สร้างแรงจูงใจให้กับตัวเอง และที่สำคัญมากก็คือ นมีวินัยในการออมอย่างเคร่งครัด

6 ขั้นตอนข้างต้น ค่อย ๆ ลองนำไปใช้ดูครับ ไม่จำเป็นต้องดำเนินการพร้อมกันทั้ง 8 ขั้นตอน ให้ลองปรับใช้ทีละข้อ ข้อไหนยาก ก็ค่อย ๆ แก้ไขครับ แต่ต้องทำให้ครบทุกขั้นตอน สุดท้ายแล้วคุณจะมีเงินเหลือเก็บ และสามารถนำเงินเก็บไปต่อยอดการลงทุนให้เงินงอกเงยขึ้น ยิ่งเริ่มต้นเร็ว ก็จะมีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้น

Facebook Comments

Post Author: admin

วัตถุประสงค์ของเว็บ moneyallocate.com เพื่่อเป็นไดอารี่ไว้ทบทวนความรู้ และ แบ่งปันให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจในเรื่องการลงทุน การเงิน หุ้น และการประกันภัย โดยเน้นด้านการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก