จำกัดความเสี่ยงการลงทุน-ด้วยการแบ่งกลุ่มหุ้น


จำกัดความเสี่ยงการลงทุน-ด้วยการแบ่งกลุ่มหุ้น

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันมีประมาณหกร้อยกว่าบริษัท โดยตลาดหลักทรัพย์ได้จัดแบ่งกลุ่มธุรกิจไว้ให้นักลงทุนแล้ว ทำให้สะดวกต่อการมองภาพรวมกลุ่มธุรกิจ (Sector) ได้เป็นอย่างดี แต่จุดประสงค์ของบทความนี้แบ่งกลุ่มหุ้นตามความเสี่ยงในการลงทุน

การแบ่งกลุ่มหุ้น ทำให้นักลงทุนสามารถจัดสรรการลงทุนได้เหมาะสมกับความเสี่ยงในการลงทุน อีกทั้งยังทำให้รู้นิสัยหุ้นของแต่ละประเภทได้ ทำให้รู้จังหวะการเข้า-ออก กล่าวคือรู้ว่าเวลาไหนควรเช้า เวลาไหนควรออก แต่ทั้งนี้ต้องใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ประสมประสานร่วมกัน ไม่ควรใช้เพียงกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งในการตัดสินใจ

แนวทางแบ่งกลุ่มของผู้เขียน แบ่งกลุ่มออกเป็นสองประเภท คือ กลุ่มการลงทุนเน้นคุณค่า (value investment) และ กลุ่มการลงทุนแบบเก็งกำไร (speculative) โดยสามารถแบ่งกลุ่มย่อยของสองกลุ่มนี้ได้ ดังนี้

กลุ่มการลงทุนเน้นคุณค่า เป็นกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนมองกิจการแบบเป็นเจ้าของ เป็นการลงทุนในลักษณะแบบที่ซื้อกิจการทั้งบริษัท สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อย คือ

  • กลุ่มหุ้นปันผลสูง (High Dividend) เป็นหุ้นที่ไม่เน้นการขยายธุรกิจมากนัก เมื่อบริษัทมีกำไร แทนที่จะเอากำไรไปลงทุนต่อ ก็นำมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ทำให้สามารถจ่ายปันผลในอัตราที่สูงได้ ได้แก่ หุ้นสื่อสาร เป็นต้น
  • กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ มีฐานะการเงินมั่นคง ผลการดำเนินงานดีอย่าง
    สม่ำเสมอ หรือที่เรียกว่า Blue Chip เป็นหุ้นที่มีกิจการขนาดใหญ่
    ฐานะการเงินมั่นคง หุ้นประเภทนี้นักลงทุนสถาบัน กองทุนต่าง ๆ และนักลงทุนต่างชาติ มักชอบลงทุน ได้แก่ หุ้นสถาบันการเงิน หรือบริษัทชั้นนำของประเทศ
  • กลุ่มหุ้นที่ไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Defensive เป็นหุ้นที่ราคามักไม่ค่อยเคลื่อนไหวมากนัก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นขาขึ้น หรือขาลงก็ตาม ราคาไม่ผันผวน ได้แก่ หุ้นสาธารณูปโภคต่าง ๆ

กลุ่มการลงทุนแบบเก็งกำไร ลักษณะหุ้นกลุ่มนี้เป็นการเทรดระยะสั้น 3-5 วัน ระยะสัปดาห์ หรือระยะเดือน การซื้อ-ขายจะดูการเคลื่อนไหวของราคาเป็นหลัก ไม่สนใจปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ในกลุ่มย่อยนี้ บางกลุ่มอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการเก็งกำไร บางกลุ่มเทรดในระยะวัน หรือสัปดาห์ มีกลุ่มย่อย ดังนี้

  • หุ้นพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร (Turnaround) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท เปลี่ยนประเภทกิจการ การที่พลิกมาเป็นกำไรได้ แต่ยังต้องติดตามดูต่อไปว่า กำไรมีเสถียรภาพหรือไม่ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้อยู่ที่มุมมองของนักลงทุนในความเข้าใจในธุรกิจนั้นว่ามีมากน้อยเพียงใด
  • หุ้นวัฏจักร (Cyclical) เป็นหุ้นที่ขึ้นลงตามรอบวัฏจักรธุรกิจ ถ้าจบรอบวัฏจักร ราคาหุ้นนั้น ๆ ก็จะลงตาม ดังนั้น การเทรดหุ้นวัฏจักร นักลงทุนต้องมีความเข้าใจในธุรกิจนั้น ๆ ว่ามีวัฏจักรเป็นอย่างไร ได้แก่ หุ้นสายการบิน หุ้นโรงแรม หุ้นน้ำมัน หุ้นเดินเรือ และหุ้นโรงกลั่น เป็นต้น บางธุรกิจมีรอบวัฏจักรเพียงแค่รอบใน 1 ปี บางธุรกิจมีวัฏจักรหลายรอบปีทีเดียว
  • หุ้นเติบโต (Growth Stock) ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่อยู่ในช่วงขาขึ้นของกิจการ อาจเป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแส เช่น หุ้นโรงพยาบาล หรืออาจเป็นรับเหมาก่อสร้างก็ได้ ถ้าได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐ
    ถ้าเทรดหุ้นกลุ่มนี้ ต้องดูว่าบริษัทยังสามารถเติบโตต่อไปในอนาคตได้หรือไม่ หรือดูว่าปัจจัยเกื้อหนุนให้มีการสร้างรายได้ หมดไปหรือยัง เป็นต้น
  • หุ้นเก็งกำไรจากการผลประกอบการ และหุ้นเก็งกำไรจากเงินปันผล เป็นการเทรดหุ้นที่คาดหวังในผลการดำเนินงานของบริษัท ส่วนใหญ่จะลงทุนก่อนที่จะมีการประกาศผลประกอบการ หรือประกาศจ่ายเงินปันผล พอราคารับข่าว ก็จะทำการขายทำกำไรออกมา

จากการแบ่งกลุ่มหุ้นตามข้างต้น เราสามารถจัดสรรสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ได้ตามความเสี่ยงมากน้อย อาจจัดสรรลงทุนในกลุ่มการลงทุนเน้นคุณค่ามากกว่า การลงทุนแบบเก็งกำไร เช่นแบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็น แบบเน้นคุณค่า 70 : แบบเก็งกำไร 30 เป็นต้น ทั้งนี้กลุ่มหุ้นดังกล่าวข้างต้น อาจมีการเปลี่ยนกลุ่มไปมาได้ เช่น พื้นฐานบริษัทเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น หุ้น turnaround ที่พลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร และสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง อย่างนี้โอกาสจะเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มหุ้นแบบเน้นคุณค่าก็เป็นได้ ดังนั้นนักลงทุนต้องหมั่นตรวจสอบผลการดำเนินของบริษัทเป็นประจำ อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง

Facebook Comments

Post Author: admin

วัตถุประสงค์ของเว็บ moneyallocate.com เพื่่อเป็นไดอารี่ไว้ทบทวนความรู้ และ แบ่งปันให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจในเรื่องการลงทุน การเงิน หุ้น และการประกันภัย โดยเน้นด้านการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก